 |
|
| |
การตั้งท้องและตกลูก |
|
| |
|
|
| |
ปกติช้างพังที่ร่างกายสมบูรณ์ดีจะเริ่มแสดงอาการการเป็นสัดเมื่อมีอายุประมาณ ๑๕๑๖ ปี (คือร่างกายพร้อมที่จะมีลูกได้) และจะมีตลอดไปจนกระทั่งมีอายุประมาณ ๕๐๕๕ ปี ส่วนเชือกผู้นั้นแสดงอาการเป็นสัดเมื่อมีอายุประมาณ ๑๒ ปีขึ้นไป ถ้ามีสุขภาพสมบูรณ์ดี แต่ในช่วงนี้ Penis จะยังไม่แข็งตัวเต็มที่ และยังไม่สร้าง Sperm และจะพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้จริงเมื่อช้างมีอายุประมาณ ๑๘๒๐ ปี ในช้างพลายและช้างพังที่เจริญเติบโตเต็มที่ (Mature) และร่างกายสมบูรณ์อายุอยู่ในเกณฑ์ที่จะผสมพันธุ์ได้จะตกมันทั้งสิ้น โดยจะตกมันเฉลี่ยปีละ ๑ ครั้ง ๆ ละประมาณ ๑-๒ สัปดาห์ แล้วแต่ความสมบูรณ์และการดูแลระหว่างการตกมัน แต่ในช้างสมบูรณ์มาก ๆ จะตกมันถึงปีละ ๒-๓ ครั้ง ๆ ละประมาณ ๔๕ - ๖๐ วัน ส่วนช้างที่ไม่ตกมัน คือ ช้างที่อ่อนแอ เป็นโรค การตกมันดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้ในทุกฤดูกาลไม่เฉพาะแต่ฤดูหนาวเท่านั้น อาการที่ตกมันในช้างพลายจะสังเกตเห็นได้ง่าย คือ ก่อนที่ช้างจะตกมันจะมีอาการซึม บางครั้งก็จะดุร้ายเกเร อารมณ์ไม่ได้ พยายามที่จะดึงโซ่ที่ล่ามเอาไว้ให้ขาด และจะทำร้ายช้างและคนอื่น ๆ แม้กระทั่วควาญ ต่อมน้ำมันที่บริเวณขมับหลังลูกนัยน์ตาจะบวมขึ้น และจะมีน้ำมันไหลออกมา (น้ำมันนี้จะมีลักษณะเหนียวเล็กน้อยสีน้ำตาลเข้ม และมีกลิ่นเหม็นรุนแรง) อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไป ช้างจะแสดงอาการดุร้ายอยู่ในช่วงก่อนที่น้ำมันจะไหลออกมาจากต่อมดังกล่าวประมาณ ๑๘๒๔ ชั่วโมง ก่อนน้ำมันจะไหลออกมาจะมีการบวมของต่อมบริเวณขมับมาก กล่าวกันว่าถ้าน้ำมันที่ออกมานี้ไหลเข้าไปในปากช้างที่ตกมันอยู่ แทนที่จะไหลผ่านข้างแก้มช้างลงไป ช้างเชือกนั้นจะแสดงอาการดุร้ายขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากเมาน้ำมันที่เข้าปากไปนั่นเอง ส่วนในช้างพังที่ตกมันจะมีอาการดุร้ายน้อยกว่าช้างพลายมาก
สำหรับคนที่เลี้ยงช้างอยู่ เมื่อสังเกตเห็นช้างของตัวเองแสดงอาการที่จะตกมัน คือ ช้างหงุดหงิดบ่อย ปัสสาวะถี่ นัยน์ตาดุกว่าปกติ กินอาหารน้อยลงและต่อมที่บริเวณขมับโตขึ้น เป็นต้น ก็จะทำการแยกช้างเชือกนี้ออกจากช้างเชือกอื่น ๆ พร้อมกับเปลี่ยนโซ่ที่ล่ามให้ใหญ่และแข็งแรงยิ่งขึ้น นำช้างเชือกนี้ไปล่ามไว้ในที่ ๆ ห่างไกลจากผู้คนและช้างเชือกอื่น ๆ ก่อกองไฟไว้รอบ ๆ ข้างช้างนั้น เพื่อจะลดกลิ่นของน้ำมันที่ไหลออกมา เนื่องจากถ้าช้างเชือกอื่น ๆ ได้กลิ่นน้ำมันนี้ก็จะเข้ามาทำร้ายช้างที่ล่ามไว้เป็นอันตรายได้ จากนั้นก็จะหาฟักเขียวมาให้กิน เนื่องจากเป็นอาหารที่ช้างชอบ เพื่อจะได้มีอารมณ์ดีลดความดุร้ายลง นอกจากนี้ก็จะลดหญ้าและอาหารที่ให้ลง เพื่อทำให้ไม่มีกำลังและอ่อนแอลง จะได้หายจากอาการตกมันเร็วยิ่งขึ้น บางรายที่แสดงอาการดุร้ายมาก ๆ มักจะหาอาหารที่ทำให้ช้างถ่ายท้อง เพื่อจะทำให้ช้างนั้นไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงมากนัก เป็นต้น
|
|
| |
|
|
| |
ควาญบางพวกกล่าวว่ามีการแยกชนิดของน้ำมันที่ช้างตกออกมาเป็นจำนวน ๑๐ ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีรสและกลิ่นคล้ายน้ำมันมัสตาสหรือน้ำผึ้ง และนอกจากนี้ยังแบ่งการตกมันของช้างออกเป็น ๔ ระยะด้วยกัน คือ
ระยะเริ่มแรก ช้างจะแสดงอาการกระสับกระส่ายอยู่ไม่สุข เบื่ออาหาร ไม่ค่อยยอมทำตามคำสั่งของควาญ ต่อมน้ำมันเริ่มบวม
ระยะที่สอง ต่อมน้ำมันเริ่มบวมมากขึ้นจนเห็นเด่นชัด น้ำมันเริ่มไหลออกมาจนกระทั่วถึงระยะทางกึ่งกลางระหว่างต่อมกับปาก ระยะนี้บางทีเรียกกันว่าตกมันบน ระยะนี้ลึงค์จะออกมาตลอดเวลา บางครั้งก็ตีท้องตนเองด้วย
ระยะที่สาม ระยะนี้มีน้ำสีขาว ๆ ไหลออกมาจากลึงค์ ช่วงระยะเริ่มต้นของระยะนี้ถือว่าเป็นระยะตกมันถึงที่สุด
ระยะสุดท้าย ระยะนี้เป็นระยะที่น้ำมันตกลงไปถึงปากยังคงมีการหลั่งของ Secretion ออกมากจากลึงค์อยู่ ต่อมยังบวม ระยะนี้ถือเป็นระยะที่ช้างจะดุร้ายมากที่สุด
ระยะตกมันปกติของช้างประมาณ ๒๓ ถึง ๒๗ วัน ช้างอายุ ๖๐ ถึง ๗๐ ปี พบว่าตกมันอยู่ราว ๖% ช้างอายุ ๕๐ ถึง ๖๐ ปี พบว่าตกมันอยู่ราว ๒๐% อายุ ๔๑ ถึง ๕๐ ตกมันราว ๔๐% อายุ ๑๐ ถึง ๒๐ ปี พบตกมันราว ๐.๑%
จากรายงานของ M.J. Semidt พบว่าช้างที่กำลังตกมัน จะเกิดความคึกคะนอง และจะแสดงออกมาถึงความก้าวร้าวดุร้าย มักจะเข้าทำร้ายช้างตัวเมียแทนที่จะแสดงอาการโอ้โลม นอกจากนี้เขายังพบอีกว่า ช้างตัวที่ตกมันในช่วงต้น ๆ และช่วงท้าย ๆ ของการตกมัน (ระยะ ๑ และระยะ ๔) ช้างตัวผู้เชือกนั้นสามารถที่จะผสมพันธุ์ได้ ส่วนในช่วงกลาง ๆ ของการตกมันนั้นพฤติกรรมของช้างจะเปลี่ยนเป็นช้างที่ดุร้าย ซึ่งมักจะทำอันตรายช้างตัวเมีย ถึงแม้ว่าช้างตัวเมียนั้นจะอยู่ในระยะการเป็นสัดก็ตาม และช้างตัวผู้ที่กำลังตกมันอยู่นี้จะไม่มีความสามารถในการขึ้นผสมทับช้างตัวเมียได้ และเชื่อว่าการตกมันของช้างตัวผู้นี้เป็นปรากฏการณ์การเกิดอำนาจเด่น ซึ่งมีพละกำลังมาก ก้าวร้าว เพื่อที่จะครอบงำหรือปราบช้างตัวผู้อื่น ๆ ให้ยอมแพ้และกลัวได้
|
|
| |
|
|
| |
ช้างเชือกเมียที่ตั้งท้องนั้น ในระยะแรก ๆ จะไม่แสดงอาการออกมาให้เราทราบได้เลย จะสังเกตเห็นก็ต่อเมื่อระยะเวลาใกล้จะคลอด คือ ประมาณ ๔-๖ เดือนก่อนคลอด ซึ่งจะเห็นว่าเต้านมแม่ช้างจะเต่งและใหญ่ขึ้น อุ้ยอ้าย และไม่สุงสิงกับช้างเชือกอื่น คือ ชอบแยกตัวออกไปกับแม่รับ สัญชาตญาณอย่างหนึ่งของแม่ช้างก็คือ เมื่อรู้สึกตัวว่าท้องแก่มากแล้วก็มักจะหาช้างพังที่สนิทไว้เป็นเพื่อนที่เรียกว่า แม่รับ ซึ่งจะทำหน้าที่เลี้ยงลูกช้าง แม่รับนี้จะเป็นช้างที่ผ่านการมีลูกมาแล้ว ซึ่งแม่รับจะรักและหวงแหนลูกช้างยิ่งกว่าแม่ช้าง เมื่อแม่ช้างใกล้กำหนดที่จะตกลูก แม่ช้างมักจะไปหาที่ซึ่งมีหญ้าอ่อนหรือพื้นดินที่นุ่มไว้คอยรองรับลูกที่จะเกิดมา ซึ่งก่อนที่แม่ช้างจะตกลูกประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง แม่ช้างจะแสดงอาการเจ็บท้อง โดยจะส่งเสียงร้องโอดครวญเสียงดังและจะทุรนทุราย กระสับกระส่าย ก่อนตกลูกประมาณ ๑ ชั่วโมง จะมีน้ำคร่ำไหลออกมาจากช่องคลอด เมื่อถูกเวลาตกลูกออกมาแม่ช้างจะย่อขาหลังลงทั้งสองข้างเพื่อจะลดทางส่วนท้ายให้ต่ำลงคล้ายกับการนั่งยอง ๆ เมื่อลูกช้างออกมาแล้วจะมีเยื่อบาง ๆ หุ้มอยู่ แม่รับจะเป็นผู้ฉีกเยื่อนี้ออก แต่มีบางครั้งที่แม่ช้างฉีกเอง และลูกช้างจะนอนตะแคงนิ่ง ๆ อยู่เป็นเวลาประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง จึงจะกระดิกหู กระดิกหาง งวงและแข้งขาอย่างช้า ๆ หลังจากนั้นก็จะพยายามลุกขึ้นและเดินไปมา แม่รับจะต้องคอยดูแลช่วงนี้ดี ๆ เนื่องจากแม่ช้างบางเชือกในขณะคลอดใหม่ ๆ จะเจ็บปวดอย่างมากจนในบางครั้ง เมื่อลูกตกออกมาแล้วจะเข้าไปทำร้ายลูกจนถึงตายหรือเมื่อเวลาลูกจนถึงตาย หรือเมื่อเวลาลูกลุกขึ้นยืน และเดินเข้าไปหาอาจทำร้ายลูกได้เช่นกัน ส่วนรกช้างจะถูกขับออกมาหลังจากการตกลูกแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง แม่รับจะทำหน้าที่ประคองลูกช้างอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งลูกช้างสามารถเข้าไปกินนมแม่ได้ ลูกช้างจะกินนมแม่โดยใช้ปาก โดยจะม้วนงวงหรือจะยกงวงขึ้น ลูกช้างจะกินนมแม่อยู่หลายเดือนแม้ว่าจะเริ่มกินหญ้าได้แล้วก็ตาม แม่รับจะคอยดูแลลูกช้างอยู่เสมอรวมทั้งพาลูกช้างไปหัดกินหญ้าอ่อน และคอยดูแลติดตามระวังภัยให้กับลูกช้างโดยธรรมชาติลูกช้างจะต้องกินนมแม่อยู่ประมาณ ๓-๔ ปี และลูกช้างจะไม่ยอมออกห่างแม่ตัวเองมากในช่วง ๑-๒ ปี และจะค่อย ๆ ห่างออกไปเมื่อมีอายุมากขึ้น โดยจะเริ่มเข้าไปหยอกล้อกับลูกช้างเชือกอื่น เมื่ออายุประมาณ ๕ ปี ก็จะเริ่มมีความเชี่ยวชาญในการหาอาหารชนิดต่าง ๆ หาแหล่งน้ำและจะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างช้างเชือกอื่น ๆ ในโขลง |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
สถาบันคชบาลแห่งชาติ |
|
| |
info@thailandelephant.org |
|
|
| |
| |
|
|
วันที่ 07
กันยายน พ.ศ 2553 |
| |
ลิง้ค์ไปเวบไซต์ที่น่าสนใจ |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|