ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด
มาท่เมืองตากพ่อกูไปรบ
ขุนสามชนหัวซ่ายขุนสามชนขับมาหัว
ขวา ขุนสาม
ชนเกลื่อน เข้าไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อก็หนี
ญญ่ายพายจแจ้ -
(น กู) บ่หนี กูขี่ช้างแบกพลกูขับ
เข้าก่อนพ่อกู กูต่อ
(ช้า) งด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามชน
ตัวชื่อ มาส เมืองแพ้ ขุนสามชนพ่าย หนี

 
     
 

      ข้อความที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่งนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ครั้งที่พระเจ้ารามคำแหงมหาราชกระทำยุทธหัตถี "ช้าง" คือขุนพลที่ร่วมรบอยู่ในสมรภูมิจนมีชัยชนะต่อขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด และยังพบว่าในศิลาจารึกหลักเดียวกันด้านที่ ๓ กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหงได้แต่งช้างเผือกตัวโปรดด้วยเครื่องคชาภรณ์แล้วพระองค์ทรงประทับช้างนำราษฏรไปบำเพ็ญกุศลตามพระอารามในอรัญญิก จะเห็นได้ว่าทั้งในยามศึกและยามสงบช้างอยู่คู่แผ่นดินสุโขทัยเรื่อยมา

 
     
 

     ครั้นสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หลักฐานจากบันทึกและร่องรอยต่าง ๆ เป็นประจักษ์พยานที่ช่วยยืนยันว่าไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วทั้งภูมิภาคเอเซียอาคเนย์แห่งนี้ "ช้าง" เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญ และถูกยกย่อง ให้อยู่เหนือสัตว์ทั้งมวล ดังนั้นจะเห็นได้จากประเพณีถวายช้างที่มีลักษณะพิเศษคือ "ช้างเผือก" เพื่อเป็นการแสดงการยอมรับในพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ บรรดารัฐน้อยใหญ่ที่ขึ้นต่อพระราชอาณาจักร จะส่ง "ช้างเผือก" เป็นราชบรรณาการ ไม่เพียงเท่านั้น คูคลองบางแห่งในอยุธยาเช่น คลองสระบัว ถูกขุดขึ้นมาเพื่อเป็นเส้นทางคมนาคมสำหรับเจ้านาย หรือพระมหากษัตริย์ เสด็จไปทำพิธีคล้องช้างที่เพนียดได้สะดวก เพนียดคล้องช้างยังเป็นสถานที่สำคัญในการต้อนรับราชอาคันตุกะ และแขกเมืองเพื่อแสดงถึงแสนยานุภาพของพระมหากษัตริย์ ในพระบรมมหาราชวังก็มีโรงช้างต้นอยู่หลายโรง เพราะในบางเวลาพระมหากษัตริย์จะเสด็จประทับช้างเผือกออกแสดงพระองค์ให้อาณาประชาราษฏร์เฝ้าถวายบังคม หรือเสด็จไปทำพิธีกรรม ทางศาสนา

 
     
 

      "ช้าง" มีความสำคัญมากถึงเพียงนี้ จึงมีการสอนวิชาขับขี่ช้างซึ่งเป็นวิชาสำคัญสำหรับเจ้านายและลูกผู้ดี เพื่อยังประโยชน์ในการใช้ช้างเป็นพาหนะและเตรียมการเพื่อศึกสงคราม โดยเฉพาะเมื่อรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ตีเมืองกัมพูชาได้ทรงกวาดต้อนเชลยศึกและพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญตำราคชศาสตร์กับตำราต่าง ๆ ของเมืองกัมพูชามาด้วย ได้มีการนำตำรามาสอบเทียบกับตำราจากอินเดียที่มีอยู่เดิม แล้วตรวจชำระตั้งเป็นตำราคชกรรมขึ้นใหม่ ในสมัยนี้จึงปรากฏว่าเริ่มมีตำราพิชัยสงครามและทำการพิธีคชกรรมอย่างใหญ่โตเลยทีเดียว และทุกครั้งที่แผ่นดินสยามต้องเข้าสู่สงคราม "ช้าง" จึงเป็นกำลังสำคัญในสมรภูมิศึกเพื่อกอบกู้เอกราชให้แผ่นดินเสมอมาโดยเฉพาะยุทธหัตถีครั้งสำคัญ ๆ ๒ ครั้งในสมัยอยุธยา คือ

 
     
 

      สงครามช้างเผือก กล่าวได้ว่าสาเหตุของการทำสงครามมีต้นเหตุมาจาก "ช้างเผือก" เนื่องจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงมีบุญญาธิการมากได้ช้างเผือกถึง ๗ เชือก กิตติศัพท์การมีช้างเผือกมากนี้ปรากฏไปในนานาประเทศ พระเจ้าหงสาวดีจึงมีพระราชประสงค์จะได้ช้างเผือกบ้าง จึงมีพระราชสาสน์เข้ามาขอช้างเผือก ทว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิไม่ยอม พระเจ้าหงสาวดีจึงยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงทรงยกทัพเข้าชนช้างกับพระเจ้าหงสาวดี แต่ช้างพระที่นั่งของพระองค์เสียทีแก่ข้าศึก สมเด็จพระมเหสีสุริโยทัย ซึ่งแต่งพระองค์เป็นชายโดยเสด็จมาด้วยทรงเกรงว่าพระสวามีจะได้รับอันตรายจึงขับช้างเข้ามากันไว้ จนต้องคมอาวุธสวรรคตอยู่บนคอช้าง

 
     
 

     ยุทธหัตถีครั้งสำคัญที่ ๒ ของกรุงศรีอยุธยาคือ ยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี ที่ตำบลหนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี ในการรบครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงช้างพระที่นั่งคือเจ้าพระยาไชยยานุภาพซึ่งกำลังตกมัน เข้าทำยุทธหัตถีและมีชัยต่อพระมหาอุปราชาในสมรภูมิเดียวกันนี้สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาเข้าชนช้างกับมังจาจะโร ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราชาก็ทรงได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน บันทีกของชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาได้ให้ความสำคัญต่อวีรกรรมในครั้งนี้ของพระนเรศวรไว้อย่างชัดเจน เช่นในจดหมายเหตุของ Jeremias Van Vliet ได้กล่าวถึงถ้อยคำที่สมเด็จพระนเรศวรตรัสกับเจ้าพระยาไชยานุภาพช้างทรงของพระองค์ไว้ว่า

 
     
 

      "เจ้าผู้เป็นบิดาแห่งแว่นแคว้นนี้ถ้าเจ้าละทิ้งข้าไปเสียแต่ตอนนี้แล้วเท่ากับว่า เจ้าทิ้งตัวของเจ้าเองและโชคชัย ทั้งปวง เพราะข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่ได้รับเกียรติยศอันใดอีกแล้วและไม่มีเจ้าชายองค์ใดทรงขี่เจ้าอีก คิดถูเถิดว่าตอนนี้เจ้ามีอำนาจเหนือเจ้าชีวิตถึงสองพระองค์และเจ้าสามารถนำชัยชนะมาให้แก่ข้าได้ จงดูประชาชนที่น่าสงสารของเราพวกเขาจะพ่ายแพ้ยับเยินเพียงใด จะแตกกระสานซ่านเซ็นอย่างไร ถ้าหากเราหนีจาก สนามรบ แต่ถ้าหากเราหยัดยืนอยู่อย่างมั่นคงด้วยความกล้าหาญของเจ้า และด้วยกำลังขาแขนของเราทั้งสอง ชัยชนะก็จะตกเป็นของเราอย่างแน่นอน และเมื่อได้รับชัยชนะแล้ว เจ้าก็จะได้เกียรติยศร่วมกับข้า"

 
     
 

    พระดำรัสของสมเด็จพระนเรศวรที่ประทานให้แก่เจ้าพระยาไชยนุภาพมีผลทันตาดังที่เอกสารฉบับนี้บันทึกไว้ว่า

 
     
 

     "ขณะที่ทรงรับสั่ง พระนเราศวรก็ประพรมน้ำมนต์ซึ่งปลุกเสกโดยพราหมณ์เพื่อใช้ในโอกาสเช่นนี้ลงบนหัวช้าง ๓ ครั้ง ทรงพระกรรณแสงจนกระทั่งหยาดพระสุชลหลั่งลงบนงวงช้าง ช้างทรงแสนรู้ได้กำลังใจจากคำดำรัส น้ำมนต์ และหยาดพระสุชลของเจ้าชายผู้กล้าหาญ ก็ชูงวงขึ้นหันศีรษะวิ่งเข้าหาข้าศึก ตรงไปยังพระมหาอุปราชาดุจจะบ้าคลั่ง การประลองยุทธของช้างตัวนี้เป็นที่น่าสะพรึงกลัวและน่าอัศจรรย์ ช้างทรงตัวที่ใหญ่กว่าพยายามใช้งาเสยช้างที่ตัวเล็กกว่าให้ถอยกลับไปในที่สุดช้างทรงที่ตัวเล็กกว่าได้เปรียบ วิ่งเลยช้างตัวใหญ่ร้องแปร๋น แปร้น ทำให้พระมหาอุปราชาทรงตกพระทัย พระเจ้ากรุงสยามจึงฉวยโอกาสปราบพระเจ้าแผ่นดินพะโคโดยทรงตีพระเศียรพระเจ้าแผ่นดินพะโคอย่างแรงด้วยขอช้าง และทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาจนกระทั่งหล่นลงมาสิ้นพระชนม์บนพื้นดิน และพระองค์ทรงจับช้างได้"

 
     
 

 
     
 

      บทบาทสำคัญของเจ้าพระยาไชยานุภาพในสงครามครั้งนั้นได้รับการสดุดีเป็นอันมาก จนได้รับสมญานามว่า "เจ้าพระยาปราบหงสา" ในหลักฐานของ de Coutre ได้กล่าวถึงเรื่องราวภายหลังจากเจ้าพระยาไชยานุภาพล้มลง (สิ้นชีพ) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๓๔ (ค.ศ.1596) หลังศึกยุทธหัตถีเพียงแค่ ๔ ปี พอสรุปใจความสำคัญได้ว่า

 
     
 

      " ช้างหลวงได้ล้มลง สมเด็จพระนเรศวร (องค์ดำ) เศร้าโศกมาก โปรดสวมชุดขาวตลอดและทรงให้ขุนนางทั้งหลายปฏิบัติตามพระองค์ ทั้งนี้ได้โปรดให้จัดงานศพช้างหลวงตัวนี้อย่างมโหฬาร โปรดให้ผ่าศพช้างออกเป็นสองส่วน แล้วเก็บเอาเครื่องในเป็นต้นว่า ตับไตไส้พุงแล้วนำผ้าขาวมาห่อ เข้าพิธีเผาไฟแล้วหลังจากนั้นก็นำไปไว้หอซึ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด (น่าจะเป็นหอเทพบิดร) เพื่อพระองค์จะได้กราบไว้ทุกวัน เป็นเวลา ๗ วัน แล้วที่พระองค์โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ที่มีคุณวิเศษทำการสวดศพช้างหลวงตัวนี้บนร่างอันปราศจากวิญญาณของมัน มีขุนนางประชาชนมาร่วมพิธีนี้มาก ทั้ง ๆ จากพระเจ้าแผ่นดินของเขานั่นเองพอครบ ๗ วัน ได้มีการสร้างพระเมรุ เผาศพช้างหลวงอย่างมหัศจรรย์ใหญ่โตสมพระเกียรติยศเจ้าพระยาเลยทีเดียว..."

 
     
 

      นอกจากนี้ de Coutre ยังได้กล่าวไว้ในบันทึกของเขาอีกว่า ช้างหลวงตัวนี้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ สมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดปรานมากเป็นพิเศษและให้เจ้าพนักงานปฏิบัติต่อช้างตัวนี้ด้วยความเคารพ โดยเฉพาะการดูแลช้างที่จะต้องมีคนมาคอยพัดวี ปัดแมลง คอยทำความสะอาด และเวลากินอาหารก็จะจัดลงบนถาดทำด้วยทองคำแท้ ๆ ถึง ๑๓ ใบ เจ้าพระยาไชยานุภาพถือได้ว่าเป็นช้างตัวเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึกเล่าขานไว้มาก ทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศสมกับที่ได้รับการยกย่องให้เป็นช้างศึกคู่บัลลังก์สมเด็จพระนเรศวรได้โดยแท้ ด้วยคุณูปการอันใหญ่หลวงในการร่วมปกป้องบ้านเมืองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งสยาม

 
     
 

 
     
 

       เมื่อเข้าสมัยที่กรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ช้างยังคงเป็นกำลังสำคัญในการทำสงครามมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๘ ครั้งที่ไทยรบกับญวนที่เมืองเขมร เจ้าพระยาบดินทร์เดชาได้ใช้ช้างรบออกไล่แทงข้าศึกจนทัพญวนพ่ายแพ้แตกกระจาย

 
     
 

     บทบาทของช้างต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยยังรวมไปถึงการประกาศใช้ธงช้างเผือกเป็นธงชาติสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ล่วงมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ จึงทรงเปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์ นอกจากนี้ตราประจำจังหวัดต่าง ๆ ก็ยังมีรูปช้างเกี่ยวข้องอยู่คือ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดนครนายก จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุรินทร์

 
     
 
 
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ 2551  
  ลิง้ค์ไปเวบไซต์ที่น่าสนใจ
  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  
  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  
  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  
  รัฐบาลไทย  
  กรมป่าไม้  
  กรมปศุสัตว์  
  กรมอุทยาน  
  องค์การสวนสัตว์  
  ภาคีช้างไทย  
  มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย  
  มูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย  
  มูลนิธิโลกสีเขียว  
  กองทุนสัตว์ป่าโลกประเทศไทย  
  มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ  
  มูลนิธิกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ  
       
   
 
 

                                                                                                           สถาบันคชบาลแห่งชาติ
                          ที่อยู่ กม. 28-29 ถนนลำปาง-เชียงใหม่ ต. เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 52190 ประเทศไทย
                                                                                            Tel : 66-5424-7876, Fax : 66-5424-7896
                                                                                                     email : info@thailandelephant.org