นอกจากช้างจะเป็นสัตว์ที่ใช้ในศึกสงครามและการคมนาคมขนส่งแล้ว ในประเทศไทยยังยกย่องนับถือช้างเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามระบบความเชื่อที่รับมาจากอินเดีย นับตั้งแต่ความเชื่อเรื่อง พระพิฆเณศวร์ ผู้มีเศียรเป็นช้าง จนถึงพระโพธิสัตว์ที่เคยเสวยพระชาติเป็นช้างในคัมภีร์พุทธศาสนาโดยทั่วไปแล้ว มีการกล่าวถึงช้างว่าเป็นสัตว์สำคัญ มีกำลังมาก มีความอดทนเป็นเลิศมีความฉลาด และจดจำเก่ง มีความคุ้นเคยกับมนุษย์ ความสำคัญของช้างยังปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งที่เป็นประเภทจารึกและประเภทศิลปกรรม โดยเฉพาะชุมชนในสมัยทวาราวดี ซึ่งเป็นชุมชนในสมัยประวัติศาสตร์แบบทวาราวดีที่ค้นพบมีอยู่แพร่หลายในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย มีทั้งที่เป็นสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่น่าสนใจและ มีพบอยู่เสมอคือประติมากรรมรูปช้างเช่น ศิลปกรรมรูปช้างที่สร้างตามคติเรื่องช้างค้ำ

 
     
 

     คติเรื่องช้างค้ำเป็นคติที่มีปรากฏในศาสนาพราหมณ์ โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องจักรวาล โดยมีการกล่าวถึงช้างยืนแบกโลกหรือจักรวาล ที่อยู่ใต้โลกประจำทั้ง ๔ ทิศ มี ๔ เชือก เรียกว่า "ช้างแห่งจักรวาล" ช้างเหล่านี้เป็นช้างคำจักรวาลหรือค้ำโลก ส่วนในศาสนาพุทธไม่เคยมีการกล่าวถึงคติเรื่องช้างค้ำ หรือช้างที่ยืนแบกโลกแบกจักรวาลเหมือนดังที่มีปรากฏในศาสนาพราหมณ์ แต่ในพุทธศาสนาได้ยกย่องว่าช้างเป็นตัวแทนของความยิ่งใหญ่ ความมีอำนาจมีปัญญาเฉลียวฉลาด ทั้งยังกล่าวว่างช้างเป็นตัวแทนของความมั่นคง ความสง่างาม ดังนั้นศิลปะโบราณวัตถุที่มีช้างรองรับอยู่ย่อมหมายความว่าช้างนั้นมาค้ำจุนหรือรองรับพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป

 
     
 

      เพราะเชื่อกันว่าช้างเป็นสัตว์ที่สูงส่งและเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นี่เองทำให้คนไทยมีประเพณีปฏิบัติที่นอบน้อมและอ่อนโยนต่อช้างราวกับว่ามันเป็นมนุษย์ที่อยู่ในตระกูลสูงส่ง เลยทีเดียว โดยเฉพาะที่บ้านตากลาง ตำบลกระโพ จังหวัดสุรินทร์ เป็นชุมชนชองชาวกวย ซึ่งยึดอาชีพเลี้ยงช้างมาแต่โบราณกาล พวกเขาเรียกตัวเองว่า "กวยคัลอาเจียง" แปลว่าคนเลี้ยงช้าง เล่าลือกันว่ากวยมีความสามารถในการจับช้างป่าด้วยวิธี "โพนช้าง" โดยจะถ่ายทอดประสบการณ์และความชำนาญในหมู่ชาวกวยด้วยกันเท่านั้น บางคนเชื่อว่ากวยมีเวทมนต์คาถาที่ใช้กำกับและจับช้าง ความคิดนี้อาจมาจากการได้เห็นว่าชาวกวยให้ความเคารพ และเซ่นไหว้ "ผีปะกำ" ซึ่งสถิตอยู่ในหอสูงที่เก็บ "เชือกปะกำ" มี "กำหลวง" หมอช้างผู้อาวุโสในหมู่บ้านเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับผีปะกำ ในอดีตชุมชนนี้เคยเป็นศูนย์กลางของการจัดส่งช้างไปทำงานตามส่วนต่าง ๆ ของประเทศเป็นต้นว่าเป็นช้างพาหนะช้างลากซุง แต่ปัจจุบันการใช้แรงงานช้างลดลงไม่มีการส่งช้างไปทำงานยังที่ต่าง ๆ อีกต่อไป แต่ชาวกวยก็คงยังเลี้ยงช้างไว้เป็นสมาชิกของครอบครัวมีความใกล้ชิดผูกพันกันมากดังตัวอย่าง เช่นเมื่อลูกช้างเกิดใหม่แม่บ้านก็จะฉีกชายผ้าซิ่นคล้องคอลูกช้างดังเช่นที่ทำให้ลูกของตน โดยเชื่อว่าพระคุณแม่จะช่วยปกป้องคุ้มครองทารกแรกเกิดให้แข็งแรงปลอดภัย สมาชิกในครอบครัวจะเรียกช้างเกิดใหม่ว่า "น้อง" และตั้งชื่อให้ช้างแต่ละเชือก นอกจากนั้นชาวกวยยังมีพิธีสู่ขวัญช้างหลังจากช้างหายเจ็บป่วย พิธีขอขมาช้างหลังจากที่ใช้งานมาหนักทั้งปี

 
     
 

      นอกจากจังหวัดสุรินทร์แล้ว ในภาคเหนือซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งทำไม้สำคัญ การฝึกช้างเพื่อนำมาชักลากไม้ทำกันอย่างแพร่หลายจึงมีพิธีกรรมที่เรียกว่า "ผ่าจ้าน" เป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ ซึ่งหมายถึงทำให้แยกออกจากกัน จะใช้กับคนหรือสัตว์ก็ได้ ซึ่งเมื่อผ่านพิธีนี้ไปแล้วก็จะลืมหรือจำกันไม่ได้เลย แต่โดยปกติแล้ว เมื่อกล่าวถึงพิธีผ่าจ้านทางภาคเหนือมักจะหมายถึงการแยกแม่ช้างและลูกช้างออกจากกันเพื่อจะนำลูกช้างมา ฝึกชักลากไม้โดยจะมีหมอช้างซึ่งเป็นควาญช้างที่เก่งกาจ และมีคุณธรรมสูงเป็นผู้ใช้คาถาเพื่อแยกช้างออกจากกัน ก่อนจะทำพิธีต้องมีการดูฤกษ์ยามและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ธูป เทียน หมาก ข้าวสารฯ ตามที่หมอช้างกำหนด ลูกช้างที่ผ่านพิธีกรรมนี้แล้วจะถูกแยกขาดจากแม่ช้างทันที

 
     
 
 
วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ 2553  
  ลิง้ค์ไปเวบไซต์ที่น่าสนใจ
  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  
  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  
  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  
  รัฐบาลไทย  
  กรมป่าไม้  
  กรมปศุสัตว์  
  กรมอุทยาน  
  องค์การสวนสัตว์  
  ภาคีช้างไทย  
  มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย  
  มูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย  
  มูลนิธิโลกสีเขียว  
  กองทุนสัตว์ป่าโลกประเทศไทย  
  มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ  
  มูลนิธิกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ  
  โรงพยาบาลช้าง  
       
   
 
 

                                                                                                           สถาบันคชบาลแห่งชาติ
                          ที่อยู่ กม. 28-29 ถนนลำปาง-เชียงใหม่ ต. เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 52190 ประเทศไทย
                                                                                            Tel : 66-5424-7876, Fax : 66-5424-7896
                                                                                                     email : info@thailandelephant.org