การผสมเทียมช้างและการเก็บพันธุกรรมช้างไทย  
 
(Artificial insemination and genome resourse banking of Thai elephant)
 
     
     
 

 
 

 

 
 

    เนื่องจากปัญหาช้างเลี้ยงในประเทศไทยได้ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ โดยพบว่าในปี พ.ศ. 2493 มีประชากรช้างเลี้ยง 13,397 เชือก ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 กรมปศุสัตว์รายงานว่ามีช้างเลี้ยงเหลืออยู่ 11,192 เชือก ปี พ.ศ.2528 กรมปศุสัตว์รายงานว่าช้างเลี้ยงเหลืออยู่เพียง 3,381 เชือก จะเห็นได้ว่าช้างเลี้ยงในประเทศไทยกำลังลดจำนวนลงทุกปี ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา ช้างเลี้ยงมีอัตราลดลงถึง 3.5% ต่อปี ส่วนรายงานของกระทรวงมหาดไทยนั้น ปี พ.ศ. 2523 มีช้างเลี้ยงจำนวน 5,232 เชือก และในปี พ.ศ. 2529 ช้างเลี้ยงลดลงเหลือ 4,633 เชือก แสดงให้เห็นว่าในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมา ช้างเลี้ยงมีอัตราลดลงถึง 2% ต่อปี (สิทธิเดช, 2542)
   ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าอัตราการเกิดของช้างเลี้ยงน้อยกว่าอัตราการตาย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปช้างมีโอกาสที่จะศูนย์พันธุ์ การผสมพันธุ์ช้างในปัจจุบันใช้วิธีการผสมจริง ซึ่งพ่อพันธุ์ที่มีความสามารถในการขึ้นผสมนั้นมีจำนวนน้อยและช้างพ่อพันธุ์ส่วนใหญ่จะถูกใช้งานตลอดปี ไม่มีโอกาสผสมพันธุ์บ่อยครั้งเท่าที่ควร ทำให้ความสมบูรณ์พันธุ์ลดลง ปัญหาการเคลื่อนย้ายช้างพ่อพันธุ์ไปผสมกับช้างแม่พันธุ์เป็นเรื่องที่ทำได้ยากและสูญเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการนำน้ำเชื้อไปผสมกับช้างเพศเมียที่เป็นสัด ทั้งยังสามารถคัดเลือกพ่อพันธุ์ที่มีลักษณะที่ดีได้ สามารถนำลักษณะพันธุกรรมที่ดีนั้นมาปรับปรุงพันธุ์ช้างเลี้ยงให้ดียิ่งขึ้น และการเพิ่มปริมาณช้างเลี้ยงในปริมาณที่คงที่และแน่นอนจะช่วยให้ลดปัญหาการลักลอบจับช้างป่ามาใช้งานซึ่งจะช่วยคงปริมาณช้างป่า การรีดเก็บน้ำเชื้อมาตรวจคุณภาพเป็นระยะช่วยประเมินความสมบูรณ์พันธุ์ได้ รวมทั้งช้างเพศผู้ที่ไม่มีประวัติการผสมพันธุ์ก็สามารถตรวจความสมบูรณ์พันธุ์ได้ การพัฒนาน้ำเลี้ยงน้ำเชื้อที่เหมาะสมทั้งในรูปน้ำเชื้อสดและน้ำเชื้อแช่แข็ง จะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการที่ต้องสั่งซื้อน้ำเลี้ยงน้ำเชื้อราคาแพงจากต่างประเทศ การเก็บพันธุกรรมในรูปน้ำเชื้อช้างแช่แข็งจะช่วยให้พันธุกรรมของช้างคงอยู่ได้เป็นเวลานาน ส่วนการศึกษาวงจรการเป็นสัดของช้างเพศเมียจะช่วยให้ทราบถึงวันที่เหมาะสมในการผสมเพราะแม่ช้างจะไม่แสดงอาการเป็นสัดให้เห็นเด่นชัด และการพัฒนาการการตรวจการตั้งท้องก็เป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากแม่ช้างท้องถึง 22 เดือน โดยที่หากแม่ช้างไม่ได้รับการตรวจการตั้งทอง เจ้าของช้างก็จะไม่ทราบว่าช้างผสมติดหรือไม่ ต้องรอถึง 2 ปี จึงจะทราบว่าช้างผสมไม่ติดทำให้แม่ช้างเชือกนั้นขาดโอกาสที่จะได้รับการผสม ทำให้ในแต่ละปีมีลูกช้างเกิดในจำนวนที่น้อยมาก แม่ช้างที่ได้รับการตรวจการตั้งท้องแล้ว หากพบว่าผสมติดตั้งท้องเจ้าของจะได้วางโปรแกรมการทำงานที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาการแท้งลูกจากการทำงานหนักเกินไป ส่วนแม่ช้างที่พบว่าไม่ท้องก็จะได้มีการเตรียมสังเกตพฤติกรรมและวางแผนการผสมต่อไป ซึ่งเทคนิคการตรวจการตั้งท้องนี้สามารถนำมาใช้ได้ทั้งช้างที่ตั้งท้องจากการผสมเทียมและผสมจริง ผลที่ได้รับจะทำให้มีลูกช้างที่เกิดจากการผสมของช้างเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยในการอนุรักษ์ช้างอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 
     
 
 
วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ 2553  
  ลิง้ค์ไปเวบไซต์ที่น่าสนใจ
  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  
  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  
  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  
  รัฐบาลไทย  
  กรมป่าไม้  
  กรมปศุสัตว์  
  กรมอุทยาน  
  องค์การสวนสัตว์  
  ภาคีช้างไทย  
  มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย  
  มูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย  
  มูลนิธิโลกสีเขียว  
  กองทุนสัตว์ป่าโลกประเทศไทย  
  มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ  
  มูลนิธิกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ  
  โรงพยาบาลช้าง