การแถลงคว…

สืบเนื่องจากกรณีช้างเลี้ยงกลุ่มหนึ่งในเขตพื้นที่ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ได้ประสบเหตุสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร จนส่งผลให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพของช้าง ยังผลให้มีการเคลื่อนย้ายช้างบางส่วนที่ปรากฏอาการและบาดแผลที่เป็นผลมาจากการสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรนั้น มาเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลช้างลำปาง สถาบันคชบาลแห่งชาติ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ในช่วงวันที่ ๔ – ๕  มีนาคม ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานั้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องถึงลำดับเหตุการณ์ แนวทางการรักษาและบริบาลช้าง ตลอดจนสถานะของช้างที่ข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ในปัจจุบัน ดังนี้

ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่การได้รับรายงานและการร้องขอความช่วยเหลือช้างที่ต้องสงสัยได้รับการสัมผัสกับสารเคมีทางการเกษตร ก่อนที่จะเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลช้างลำปาง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ตามนี้

เมื่อเวลา ๑๑.๓๐ น. ของวันพฤหัสบดี ที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๔ ทาง ศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่า
 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ได้รับแจ้งและร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าของช้างในพื้นที่บ้านทุ่งต้นงิ้ว ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ว่ามีช้างที่เลี้ยงอยู่จำนวน ๘ เชือก ที่เลี้ยงอยู่ร่วมกันเป็นรูปแบบโขลงช้าง ประสบเหตุสัมผัสกับสารเคมีทางการเกษตรไม่ทราบชนิดพร้อมๆ กัน จากการที่พบวัตถุบรรจุภัณฑ์ในที่ใกล้เคียงที่กลุ่มช้างอยู่ ซึ่งคาดว่าลูกช้างหรือช้างบางเชือกในกลุ่มพบเจอและนำมาเล่นจนเป็นเหตุให้ช้างในกลุ่มสัมผัสกับสารเคมีเกษตรดังกล่าว โดยที่ช้างเหล่านั้นบางส่วนปรากฏอาการซึม ไม่กินอาหาร ดังนั้นทางนายสัตวแพทย์ประจำศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่า จึงได้เร่งเข้าช่วยเหลือและเข้าถึงช้างกลุ่มนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อประเมินอาการและการตรวจวินิจฉัย พร้อมให้การรักษา ด้วยเป็นเหตุการณ์ที่ฉุกเฉินและวิกฤต ด้วยมีช้างประสบเหตุพร้อมกันจำนวนมาก ทางศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่าจึงประสานความร่วมมือไปยังองค์กรที่เป็นพันธมิตรเพื่อเข้าช่วยเหลือช้างกลุ่มนี้ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่ (๑) ศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ สมาคมสหพันธ์ช้างไทย เดินทางเข้าพื้นที่และประเมินอาการและรักษาช้างในพื้นที่ รวมถึงเตรียมการส่งต่อช้างที่ต้องการการรักษาอย่างยิ่งยวดไปยังโรงพยาบาลช้างด้วยการขนย้ายช้างด้วยรถบรรทุกที่ได้รับการอนุเคราะห์จากทางสมาคมสหพันธ์ช้างไทยและเอกชน และส่วนที่ (๒) โรงพยาบาลช้างลำปาง สถาบันคชบาลแห่งชาติ เตรียมการรับช้างที่จะเข้ารักษาและบริบาลยังโรงพยาบาล

ทั้งนี้ด้วยที่ตั้งของพื้นที่และการเข้าถึงที่ที่ช้างอยู่นั้นห่างไกลและยากลำบากในการเดินทางจึงทำให้ทีมส่วนที่ (๑) เข้าถึงตัวช้างได้ในเวลา ๑๙.๓๐ น. ของวันเดียวกัน เมื่อสามารถเข้าถึงตัวช้างได้แล้ว นายสัตวแพทย์ของศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่ของสมาคมสมาพันธ์ช้างไทยได้เข้าตรวจสภาพร่างกายช้างแต่ละเชือกในกลุ่มนั้น พบว่าช้างที่มีอาการและบาดแผลจากการสัมผัสสารเคมีเกษตรข้างต้นนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๕ เชือก จาก ๘ เชือก คือปรากฏอาการซึม แผลถลอกในช่องปาก ลิ้น และบวมอักเสบ จึงได้ให้การรักษาเบื้องต้นด้วยการใช้น้ำสะอาดชะล้างแผลและเจือจางพิษที่อาจจะหลงเหลืออยู่ที่ช่องปาก พร้อมกับให้ยาลดการอักเสบและลดปวด พร้อมกับประเมินความเสี่ยงและเรียงลำดับความสำคัญในการเข้ารับการรักษาต่อยังโรงพยาบาลช้าง

จากนั้นในเวลา ๒๒.๐๐ น. ช้างกลุ่มแรก จำนวน ๓ เชือก ที่พิจารณาแล้วว่าต้องออกจากพื้นที่ไปเข้ารับการรักษาก่อนด้วยการเคลื่อนย้ายช้างด้วยรถบรรทุกของเอกชนเพื่อนำช้างลงมายังพื้นที่ด้านล่าง เพื่อถ่ายโอนต่อให้ทางรถขนย้ายช้างของทางสมาคมสหพันธ์ช้างไทยที่จอดรออยู่ ทั้งนี้ด้วยสภาพของพื้นที่ในป่าและภูเขาสูงชันที่ยากต่อการนำรถใหญ่ขึ้นไปรับช้างโดยตรงได้ ในเวลาประมาณ ๐๐.๐๐ น. ของวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๔ เพื่อเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลช้าง และถึงยังโรงพยาบาลช้างในเวลา ๐๘.๐๐ น. สำหรับช้างอีก
๒ เชือกที่เหลือได้รับการขนย้ายออกจากพื้นที่ได้ในเวลา ๐๙.๐๐ น. ด้วยรถบรรทุกเอกชนเดิม ที่ได้เดินทางตามช้างกลุ่มแรกยังโรงพยาบาลช้าง และถึงยังโรงพยาบาลช้างในเวลา ๒๐.๐๐ น. เพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป

ทั้งนี้จากสอบข้อมูลในพื้นที่ของเหตุการณ์ในครั้งนี้ อาจสันนิษฐานได้ว่าช้างกลุ่มนี้ที่มีรูปแบบการเลี้ยงแบบปล่อยเลี้ยงเป็นกลุ่มได้มาพบเจอกับบรรจุภัณฑ์ของสารเคมีทางการเกษตรนี้ ประกอบกับช้างในกลุ่มนี้มีลูกช้างและช้างรุ่นที่อาจจะสงสัยและนำเอาบรรจุภัณฑ์นี้มาเล่น กัดหรือใส่ในปาก เพื่อสำรวจ และก่อให้เกิดการสัมผัสกับสารเคมีที่บรรจุอยู่ภายใน เมื่อทางเจ้าของช้างเมื่อทราบถึงเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นจึงรีบนำช้างออกจากบริเวณที่เกิดเหตุและเร่งประสานมายังหน่วยงานข้างต้น และจากรูปแบบการเกิดบาดแผลและอาการของช้างจากที่สัมผัสกับสารเคมีทางการเกษตรที่ต้องสงสัยนั้น ที่สอดคล้องกับช้างที่เคยได้รับการบ่งชี้ว่าสัมผัสกับสารเคมีกลุ่มยากำจัดวัชพืช ในเหตุก่อนหน้าที่มีรายงานการรักษามา ทั้งนี้ช้างกลุ่มนี้เป็นช้างที่ได้พักงานและเดินทางกลับไปพักยังภูมิลำเนาเดิมจากผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙  ที่ผ่านมา ซึ่งแต่เดิมช้างกลุ่มนี้ได้ถูกเลี้ยงดูและทำงานในสถานประกอบการการท่องเที่ยวในเขตอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับแนวทางการรักษาและบริบาลช้างกลุ่มที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลช้างจำนวน ๕ เชือก ที่ประกอบไปด้วยแม่ลูก ๒ คู่ คือ พังคำมูล (๑๕ ปี) – พลายวิลเลี่ยม (๑ ปี) และ พังมึมึ (๑๘ ปี) – พลายชาลี
(๒ ปี) อีกเชือกที่เหลือเป็นช้างรุ่น คือ พังโมพอนะ (๑๐ ปี) ทั้งหมดพบว่ามีบาดแผลถลอกและอักเสบ บวม ในช่องปากและลิ้น และพบบางจุดที่ปลายงวงในบางเชือก ช้างทุกเชือกมีการตอบสนองที่ดี มีความอยากอาหาร สามารถกินอาหารและน้ำได้เอง อย่างไรก็ตามในช่วงแรกที่มาถึงโรงพยาบาล ช้างพังโมพอนะ มีอาการซึมอย่างเห็นได้ชัดและไม่กินอาหาร ทั้งนี้ทางนายสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลช้างลำปางและศูนย์การวิจัยช้างและสัตว์ป่าได้ทำการรักษาช้างโดยการให้สารน้ำเพื่อขับสารพิษ ให้ยาลดการอักเสบ ยากดภูมิคุ้มกันและยาต้านอนุมูลอิสระในช้างทุกเชือก ตามแนวทางการรักษาช้างที่สัมผัสสารเคมีทางการเกษตรในกรณีที่แล้วมา ภายหลังจากทำการรักษา พบว่าช้างทุกเชือกมีการตอบสนองต่อการรักษาดี สามารถกินน้ำและอาหารได้ ขับถ่ายปกติ โดยเฉพาะพังโมพอนะที่มีอาการซึมลดลงจนสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์ได้วางแผนการรักษาอย่างต่อเนื่องพร้อมทำการติดตามผลการรักษาโดยการตรวจเลือดซ้ำ เพื่อประเมินผลการรักษาและเพื่อประเมินผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตรข้างต้นที่อาจจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ของช้างเป็นระยะๆ ถ้าหากผลเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่มีผลกระทบของสารเคมีต่อร่างกายช้าง คาดว่าช้างจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ภายในระยะเวลา ๒ สัปดาห์

สืบเนื่องจากจากข้อมูลย้อนหลังของโรงพยาบาลช้างลำปาง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา พบว่ามีช้างป่วยจากการสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรจำนวน ๒๕ เชือก (รวม ๕ เชือกล่าสุด) สารเคมีดังกล่าวมีทั้งกลุ่มยากำจัดศัตรูพืช ยากำจัดวัชพืชและสารเร่งผลผลิตต่างๆ  โดยมีช้างที่เสียชีวิตทั้งหมด ๗ เชือก จาก ๒๕ เชือก ซึ่งช้างที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นช้างที่สัมผัสกับสารเคมีในปริมาณมากและสารเคมีดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีพิษต่อร่างกายสูง เช่น ยากำจัดวัชพืชกลุ่มพาราควอต ยาเร่งผลผลิตที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบ เป็นต้น โดยจำนวนช้างที่ป่วยและตายข้างต้นกว่าครึ่งหนึ่งเป็นช้างที่ได้รับบ่งชี้ว่ามีการสัมผัสกับสารเคมีทางการเกษตรในช่วงเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการยกเลิกหรือห้ามใช้สารเคมีทางการเกษตรบางกลุ่ม โดยเฉพาะสารที่ส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ในระยะยาวแล้ว แต่สารเคมีบางส่วนอาจจะยังมีการตกค้างหรือหลงเหลืออยู่ในบางพื้นที่ และอาจจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้แก่ผู้คน สัตว์เลี้ยงและสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ในปัจจุบันการทำการเกษตรเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความสำคัญต่อชุมชน ภูมิภาคและประเทศชาติ ด้วยเชื่อมโยงเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และสัตว์ อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรเป็นสิ่งที่ควรระลึกไว้ว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนั้นควรจะต้องมีการจัดการที่เหมาะสมและรัดกุมเพื่อที่จะไม่เกิดผลเสียต่อผู้บริโภคทั้งคน สัตว์ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต  ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ที่ให้ความช่วยเหลือ จัดการดูแลช้างในพื้นที่ ในช่วงเหตุการณ์ ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการนำส่งช้างป่วยทั้ง ๕ เชือกสู่โรงพยาบาลช้างลำปางของรถบรรทุกช้างเอกชน (คุณวิมล ซุกซอน) สมาคมกุศลสงเคราะห์เชียงใหม่อมก๋อย รวมทั้งผู้สนับสนุนทุกท่านทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่สนับสนุนยา เวชภัณฑ์ สมุนไพรและค่าเชื้อเพลิงในการขนส่งช้างป่วยในครั้งนี้ ได้แก่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ โครงการ ก้อง สหรัถ ร่วมกับมูลนิธิ คุณระดมทุนช่วยเหลือสัตว์ โครงการ “Birthday Live Charity” น้องไบร์ท วชิรวิชญ์และแฟนคลับ  มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม คุณกัญจนา ศิลปอาชา คุณสิทธิชัย โควสุรัตน์ Friends from Singapore, Care Nation, Asian Elephant Support, Durga Wildlife Fund และผู้บริจาคร่วมกับสมาคมสหพันธ์ช้างไทย

 232 total views

โรงพยาบาล…

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 64 สพ.ญ.วรางคณา ลังการ์พินธุ์ หัวหน้างานโรงพยาบาลช้างลำปาง พร้อมควาญช้างและพนักงานในสังกัดสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ ร่วมส่งช้าง “พังหญิงลี” เดินทางกลับไปทำการดูแลรักษาต่อที่โรงพยาบาลกระบี่ โดยช้างพังหญิงลี เป็นช้างเพศเมียอายุ 45 ปี เริ่มเข้ามาทำการรักษาที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ด้วยอาการขาหลังซ้ายบวม ไม่สามารถลงน้ำหนักได้ สัตวแพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยจนพบว่า กระดูกขาหลังซ้ายหักและข้อเท้าหลุด ซึ่งอาการดังกล่าวจะต้องทำการรักษาด้วยการเข้าเฝือก แต่เนื่องจากคณะทำงานและอุปกรณ์ของโรงพยาบาลช้างกระบี่ไม่เพียงสำหรับการวางยาสลบและใส่เฝือกให้กับช้าง จึงได้ทำการขนส่งช้างเพื่อมาทำการรักษาต่อยังโรงพยาบาลช้างลำปางในเดือนธันวาคม 2563
โรงพยาบาลช้างลำปางได้รับช้างพังหญิงลีมาตรวจวินิจฉัยและทำการรักษา ด้วยการวางยาสลบและทำการใส่เฝือกเป็นจำนวน 2 ครั้ง ให้ยาเพื่อลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และเสริมแคลเซียมบำรุงกระดูกตลอดระยะเวลาที่ทำการรักษา ตลอดจนตรวจเลือดเพื่อติดตามอาการอักเสบหรือติดเชื้อ โดยผลการรักษาพบว่าช้างพังหญิงลีมีอาการดีขึ้นตามลำดับ จนสามารถเดินทางกลับไปทำการรักษาต่อยังโรงพยาบาลช้างกระบี่ได้
สำหรับการวางยาสลบและใส่เฝือกช้างพังหญิงลีในแต่ละครั้ง ได้รับความร่วมมือทางด้านบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนยาสลบและอุปกรณ์ในการเข้าเฝือกจากหลายหน่วยงาน ดังนี้ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย คณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสาตร์ สมาคมสหพันธ์ช้างไทย โดยทางโรงพยาบาลช้างลำปาง ขอขอบพระคุณหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการรักษาพังหญิงลีมา ณ ที่นี้

 190 total views,  4 views today